MIMESIS – เมื่อนาฏกรรมดั้งเดิมของเกาหลีร่ายรำไปพร้อมกับโลกยุคใหม่

———

“เมื่อร่างกายกำลังเต้นรำ ศิลปะและวัฒนธรรมก็ยังคงหายใจ”

———

คณะนาฏศิลป์กรุงโซล Seoul Metropolitan Dance Theater | (서울시무용단) | Sejong Center for the Performing Arts (세종문화회관) ได้สร้างสรรค์ผลงาน “นาฏกรรมเกาหลีร่วมสมัย” ที่มีการนำนาฏศิลป์เกาหลีมาตีความใหม่ เป็นการแสดงชุด 《MIMESIS (미메시스)》 โดยผู้อำนวยการ Metropolitan Dance Company Director Yoon Hye-jeong (윤혜정) ได้อธิบายว่าการแสดงชุดนี้คือการถอดรหัส “รากแห่งจิตวิญญาณเกาหลี” และนำเสนอในภาษาการแสดงร่วมสมัย ผ่านการร้อยเรียงระบำเกาหลีดั้งเดิม 8 ชุด โดยมี Ki Moogan (기무간) นักเต้นดาวรุ่งจาก The Choom (더 춤) มาร่วมแสดงเป็น Soloist ผู้เชื่อมอดีตและปัจจุบันเข้าด้วยกันอย่างสง่างาม

———

ตลอดเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา คณะนาฏศิลป์กรุงโซล (Seoul Metropolitan Dance Theater) ได้เดินหน้าค้นหา “สุนทรียศาสตร์ใหม่จากรากแห่งประเพณี” โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การสืบสานและตีความจิตวิญญาณของนาฏศิลป์เกาหลีให้สอดคล้องกับยุคสมัย จากความพยายามดังกล่าว คณะได้ค่อยๆ พัฒนา “ภาษาการเคลื่อนไหวใหม่” ที่นำอดีตและปัจจุบันมาหลอมรวมอยู่ในร่างกายของผู้รำอย่างกลมกลืน

.

ผลงานชุด MIMESIS จึงเกิดขึ้นและสืบต่อจิตวิญญาณนั้น ถือเป็นผลงานที่ถ่ายทอดแนวคิดเรื่องธรรมชาติผ่านจังหวะของร่างกายมนุษย์ และเป็นหนทางที่ทำให้ความงามอันเกิดจากธรรมชาติและมนุษย์มาบรรจบกันอย่างลงตัว

.

การแสดงชุด MIMESIS แบ่งเป็น 8 องค์ ซึ่งร้อยเรียงจากระบำดั้งเดิมของเกาหลีทั้งแบบราชสำนักและการแสดงจากพิธีกรรม โดยตีความขึ้นใหม่ให้ร่วมสมัยและมีการผนวกแนวคิดด้านวัฒนธรรมความเชื่อดั้งเดิมเข้าไป ทำให้แต่ละบทเปรียบเสมือนองค์ประกอบของจักรวาล ตั้งแต่น้ำ ลม ดิน ไปจนถึงไฟและแสง เป็นการเดินทางจากรูปธรรมสู่จิตวิญญาณ

———

1. ความสงบนิ่งของสายน้ำ | Gyobangmu (교방무)

การรำของสตรีในราชสำนัก “คโยบัง” แสดงความสงบอ่อนช้อยของน้ำ การเคลื่อนไหวละเอียดประดุจระลอกคลื่น สื่อถึงพลังแห่งความนุ่มนวล มั่นคง และความสงบเยือกเย็น

.

2. รูปแห่งสายลม | Hallyangmu (한량무)

การร่ายรำของสุภาพบุรุษ “ฮันรยัง” ตัวแทนของลม ผสมระหว่างความสำรวมและความเสรี ท่วงท่าของผ้า พัด และเสื้อคลุมโบกสะบัดอย่างมีชีวิตชีวา สะท้อนพลังแห่งอิสระภาพ

.

3. การสื่อสารของดิน | Sogo Dance (소고춤)

ระบำกลองเล็กของเกษตรกร โซโก คือจังหวะแห่งชีวิตที่สอดคล้องกับผืนดิน แรงหมุนและเสียงกลองก้องกังวานแทนแรงงาน ศรัทธา และพลังชีวิตของผู้คน

.

4. คมของสายฟ้า | Janggeommu (장검무)

ระบำดาบยาวที่ถือกำเนิดจากพิธีขับไล่วิญญาณร้าย ดาบในที่นี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความเที่ยงธรรม ท่ารำเฉียบคมเฉือนอากาศราวสายฟ้า แสดงออกถึงความสง่างามและความกล้าหาญ

.

5. ร่องรอยแห่งอากาศ | Maenson Salpuri (맨손살풀이)

ระบำปลดปล่อยด้วยมือเปล่า แสดงความเศร้า การยอมรับ และการเยียวยา โดยสือสารผ่านร่างกาย ที่มีการปล่อยจิตสู่การปล่อยวางอย่างสงบ

.

6. ลวดลายแห่งสวรรค์ | Seungmu (승무)

ระบำพระสงฆ์ที่ผสานพุทธศิลป์ การภาวนา และการทำสมาธิ การเคลื่อนไหวแบบพุทธ และบทสวดแห่งการหลุดพ้น สะท้อนพลังของจิตที่สงบนิ่งแต่ยิ่งใหญ่

.

7. จิตวิญญาณแห่งเปลวไฟ | Mudangchum (무당춤)

ระบำหมอผีหญิง การเคลื่อนไหวรุนแรงและเสรีเหมือนเปลวเพลิงที่ลุกโชน เป็นเปลวไฟที่เต้นระบำ เป็นภาพแทนพลังเพศหญิงผู้เชื่อมฟ้าดิน สื่อถึงศรัทธา และพลังชีวิตอันไม่สิ้นสุด

.

8. ห้วงเวลาแห่งแสง | Taepyeongmu (태평무)

ระบำแห่งสันติภาพและความร่มเย็นของแผ่นดิน บทสรุปของจักรวาล เมื่อแสงของธรรมชาติและจิตวิญญาณหลอมรวมเป็นหนึ่ง กลายเป็นภาพแห่งความสมดุลและสันติของมนุษย์

ความพิเศษของ MIMESIS ที่มีความตั้งใจพื้นฐานจากความต้องการพัฒนานาฏศิลป์ดั้งเดิมด้วยการใช้วิธีการสร้างสรรค์ของยุคสมัย ทำให้เราได้เห็นการคลี่คลาย และขับเน้นองค์ประกอบของการแสดง โดยยังคงให้ความสำคัญกับท่วงท่าและลีลาการร่ายรำเป็นหลัก ผู้ชมสามารถเข้าใจและเข้าถึงสุทรียภาพอันงดงามของภาพรวมการแสดง ผ่านการผสมผสานองค์ประกอบของงานออกแบบทั้ง 4 ด้านที่สร้างสรรค์มาได้อย่างพอเหมาะ

.

1. ด้านการเคลื่อนไหว : ร่างกายที่เคลื่อนไหวได้อย่างลื่นไหลและเป็นธรรมชาติ

ทุกจังหวะการร่ายรำเผยให้เห็นความเข้าใจต่อ “สภาวะธรรมชาติ” อย่างลึกซึ้ง ซึ่งเกิดจากการทำความเข้าใจจังหวะของลมหายใจอันเป็นพื้นฐานของระบำเกาหลี นำมาผนวกใช้กับจังหวะของการเคลื่อนไหว ท่วงท่าที่ร่วมสมัย มีการตีความร้อยเรียงเรื่องราวของผู้แสดง ทำให้ผู้ชมได้เห็นเป็นเส้นสายที่มีความสบาย คลี่คลาย ล่องลอย สนุกสนาน ร้อนแรง และบางครั้งก็ดุดัน ตามลมหายใจที่สอดคล้องกับการตีความอารมณ์นั้นๆ

.

2. ด้านการออกแบบแสง : แสงที่ช่วยกำกับจังหวะของการร่ายรำ

แสงที่ใช้ในการแสดง ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ส่อง แต่ถูกใช้เป็น “เครื่องมือกำหนด” การเคลื่อนไหวของผู้แสดง ในขณะเดียวกันก็ส่งผลต่อการรับรู้และอารมณ์ของผู้ชม เช่น การทำแสงเป็นรูปทรงเรขาคณิตบนพื้นเวที เพื่อกำหนด space และปรับเปลี่ยนแสงเพื่อเชื่อมโยง space ทำให้แสงให้มี direction เห็นเป็นทิศทาง หรือการกำหนดมวลของพื้นที่เคลื่อนไหว ซึ่งเมื่อแสงถูกใช้เป็นองค์ประกอบอย่างมีนัยสำคัญของการแสดงทำให้ช่วยส่งเสริมและบอกเล่าเรื่องราวได้อย่างแยบคายมากขึ้น

.

3. ด้านเครื่องแต่งกาย : ศิลปะการออกแบบที่พลิ้วไหว

ผ้า สี และโครงสร้างของ ฮันบก ถูกตีความใหม่ด้วยสุนทรียะร่วมสมัย การเคลื่อนไหวของเนื้อผ้ากลายเป็น “การเต้นของผ้า” ที่มีชีวิต การซ้อนทับกันของ layer ผ้าที่ถูกสอดสลับสี ทั้งคู่สีตรงข้าม และคู่สีใกล้เคียงกัน การใช้ texture รวมทั้งคุณสมบัติโปรง บาง และเบาของเนื้อผ้า จัดวางเป็นจังหวะเส้นสายซึ่งก่อให้เกิดเป็นองค์ประกอบที่สร้างความงามบนเวที ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางเพื่อสร้างบทสนทนาระหว่างอดีตกับปัจจุบัน

.

4. ด้านการเรียบเรียงและประพันธ์ดนตรี : เสียงขับร้องแห่งจิตวิญญาณ

เสียงร้องสดๆ ดนตรีสดๆ จากศิลปะพื้นบ้าน และเครื่องดนตรีประจำชาติ ไม่ว่าจะเป็นการร้องพันโซรี (판소리) การบรรเลงเครื่องสายเกาหลีขับเคลื่อนการแสดงอย่างสงบ บางครั้งเบาเหมือนสายลมด้วยเสียงเครื่องเป่า บางครั้งหนักแน่นด้วยเสียงกลองหลากชนิด เสียงทั้งหลายถูกร้อยเรียงให้เป็นบทเพลงที่ร่วมสมัยแต่ยังคงมนต์เสน่ห์ของศิลปะพื้นบ้านได้อย่างมีเอกลักษณ์

MIMESIS คือผลงานที่ทำให้เห็นว่า “ศิลปะดั้งเดิม” ไม่จำเป็นต้องอยู่ในพิพิธภัณฑ์ แต่สามารถโลดแล่นอย่างมีชีวิตชีวาได้ในโลกยุคใหม่ ด้วยการตีความ ออกแบบ และการทำความเข้าใจรากฐานของมันอย่างลึกซึ้ง และนำเสนอโดยเน้นให้เห็นถึงกระบวนการสร้างสรรค์และสุนทรียศาสตร์ที่ผู้ชมจะได้รับผ่านประสาทสัมผัสและประสบการณ์ทั้งหมดได้

.

เมื่อการรำทั้งแปดบทสิ้นสุด ผู้ชมสัมผัสได้ถึงการเดินทางของมนุษย์ — จาก Traditional สู่ Contemporary — จากร่างกายสู่จิตใจ — จากพิธีกรรมสู่ความศรัทธา — นี่คือชุดการแสดงที่ทำให้สุนทรียศาสตร์และวิถีชีวิตกลายเป็นสิ่งเดียวกัน และประทับอยู่เป็นความทรงจำอันงดงามของผู้ได้รับชม

.

การแสดง 《MIMESIS (미메시스)》

โดย Seoul Metropolitan Dance Theater | (서울시무용단)

ทำการแสดงเมื่อวันที่ 6-9 พฤศจิกายน 2568

ที่ M Theater, Sejong Center for the Performing Arts, Seoul

การแสดงได้รับเสียงตอบรับจากผู้ชมมากมาย ขายบัตรหมดทุกรอบการแสดง ผู้อ่านสามารถรับชมส่วนหนึ่งของการแสดงจาก ลิงก์ YouTube ในคอมเม้นท์

———

Text and Photo: Prat T.

Next
Next

Thai–Korean Cultural Dialogue @ HUFS